เพื่อใช้สำหรับเป็นน้ำหมุนเวียนเข้าแผงคูลลิ่งแพดตลอดเวลา
เมื่อมีการเปิดใช้งานโรงเรือนระบบอีแวป และถังควรมีระบบลูกลอยเอาไว้
เพื่อเติมน้ำเข้าถังโดยอัตโนมัติไว้ในกรณีที่ระดับความสูงของน้ำในถังลดลง
เนื่องจากน้ำระเหยในขณะที่ปิดใช้งานระบบอีแวป
6.ระบบไฟส่องสว่างภายในโรงเรือน
ในกรณีที่เราอยากทำงานหรือชมต้นไม้ของเราตอนกลางคืน
7.ระบบน้ำ เพื่อไว้ใช้รดน้ำในโรงเรือน
ระบบอีแวปนี้ก็ยังคงมีการรดน้ำต้นไม้อยู่เหมือนเดิมค่ะ
แต่อาจจะไม่จำเป็นต้องรดทุกวัน
8.ลูกหมุนระบายอากาศบนหลังคาเพื่อระบายอากาศ
เมื่อระบบ Evap หยุดการทำงาน
หรือทำเป็นระบบหลังคาที่ปิดเปิดได้ ในกรณีที่ไฟฟ้าดับ
9.ระบบควบคุมการเปิด-ปิดพัดลม
และปั๊มป์น้ำอัตโนมัติด้วยเซนเซอร์อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ ถ้าอยากประหยัดค่าใช้จ่ายตรงจุดนี้
เราก็อาจเปิดปิดตามความรู้สึกเราได้ค่ะ
10.ระบบควบคุมเปิด-ปิดพัดลมและปั๊มป์น้ำอัตโนมัติด้วย
เครื่องตั้งเวลา โดยเราไปหาซื้อtimerมาใช้ตรงจุดนี้
11.เครื่อง Hygrometer และ Thermometer สำหรับวัดค่าความชื้นสัมพัทธ์
และอุณหภูมิภายในและภายนอกโรงเรือน
ประโยชน์ที่ได้จากโรงเรือนระบบอีแวปในหน้าร้อนตั้งแต่เดือนมีนาคม เมษายน
จะเป็นเดือนที่บ้านเรามีอากาศร้อนและแห้งแล้งมากที่สุด
ความชื้นสัมพัทธุ์ในอากาศน้อยมาก
ต้นไม้ของเราจะมีสภาพที่ไม่ค่อยสวยตาสักเท่าไร
แต่ในระบบโรงเรือนอีแวปจะมีอากาศที่เย็นกว่าภายนอกราวๆ10 องศาเซลเซียส
เช่นด้านนอกมีอุณหภูมิ37องศา แต่ด้านในโรงเรือนจะมีอุณหภูมิแค่ 27 องศา
และความชื้นสัมพัทธ์ก็ประมาณ70-80%เท่านั้นค่ะ
เป็นที่หนีร้อนได้ทีนึงเลยค่ะ
จินตนาการถึงบริเวณน้ำตกที่มีอากาศเย็นและชื้นค่ะ
แต่ในทางกลับกัน ถ้าเป็นฤดูฝน ระบบอีแวปแทบไม่จำเป็นค่ะ
เพราะว่าความชื้นภายนอกมีสูงอยู่แล้ว ระบบอีแวปก็แทบไม่จำเป็นต้องใช้เลยค่ะ
ดังนั้นภาคที่ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบอีแวปก็น่าจะเป็นภาคใต้ที่มีฝนตกเกือบตลอดปีมั้งคะ
ส่วนในช่วงฤดูหนาว การใช้งานระบบอีแวปก็ไม่มากเท่าไร
ในฤดูนี้เราจะประหยัดระบบพลังงานได้มากค่ะ
เนื่องจากอากาศเย็น อาจจะเปิดใบบางครั้งที่ต้องการความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศที่เพิ่มขึ้นค่ะ
จากประโยชน์ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่า
ต้นไม้ที่อยู่ในนั้นจะมีการเจริญเติบโตตลอดทั้งปี
และควบคุมทั้งโรคและแมลงได้ดีกว่าต้นไม้ที่เลี้ยงด้านนอกมากเนื่องจากเป็นระบบปิด
แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นก็แลกกับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้นเช่นกันค่ะ
หลักการคำนวณง่ายๆสำหรับการหาขนาดของพัดลมและความกว้างยาวของแผงคูลลิ่งแพด
หาขนาดของพัดลม
1. เอาขนาดความกว้าง คูณ ด้วยความยาว และความสูง
ของโรงเรือนที่มีหน่วยเป็น ฟุต ค่าที่ออกมาจะมีขนาดเป็นลูกบาศก์ฟุต
จากนั้นนำค่าที่ได้มาคุณด้วย 2 เช่น โรงเรือนกว้าง 18 ฟุต ยาว36ฟุต สุงเฉลี่ย 10 ฟุต
ปริมาตรที่ได้ก็คือ 6480 ลูกบาศก์ก์ฟุต จากนั้นก็คูณด้วย 2
เพื่อหาอัตราการแลกเปลี่ยนอากาศต่อนาที
ในที่นี้เราต้องการพัดลมที่หมุนได้เป็น2เท่า ผลลัพธ์คือ12,960 (air exchange)
โดยทั่วไปโรงเรือนที่มีหลังคา ทึบอาจจะต้องการเพียงแค่1เท่า-1.5 เท่า
แต่ว่าโรงเรือนต้นไม้แบบนี้ ต้องการแสงมาก ความร้อนจึงมากตามมา
เราจึงต้องการอัตราการแลกเปลี่ยนอากาศที่มากกว่าปรกติค่ะ
ตัวเลขที่เราคำนวณได้นั้น เราก็ไปหาสเป็กของพัดลม
ที่เหมาะสมกับขนาดของโรงเรือนเราได้ค่ะ
หาขนาดของแผ่นcooling pad
เอาขนาดของ air exchange ที่เราได้จากด้านบน
มาหารด้วย 150 ค่ะ ในที่นี้คือ 12960 หารด้วย 150
ผลลัพธ์ที่ได้คือ 86.4 ตารางฟุต ซึ่งก็ใช้แผ่นcooling
ที่มีพื้นที่แผ่นละ 6 ตารางฟุตจำนวน 14 แผ่นค่ะ
การติดตั้งระบบติดตั้งแผงคูลลิ่งแพด และพัดลม
ในบริเวณด้านกว้างของโรงเรือนด้านหนึ่ง
และด้านนี้มีระบบท่อน้ำสูบขึ้นจากถังที่ใส่น้ำมารดบนด้านบน
ของแผงคูลลิ่งนี้ ส่วนด้านล่างของแผง
จะมีรางน้ำรองรับน้ำที่ไหลผ่านแผงนี้
ไหลลงไปเก็บไว้ในถังอีกเช่นเดิม หมุนเวียนแบบนี้ตลอดเวลา
อีกด้านหนึ่งของโรงเรือน ก็ทำการติดพัดลมดูดอากาศ
โดยพัดลมและแผงคูลลิ่ง ควรจะต้องอยู่ด้านตรงข้ามกัน
และในระดับเดียวกันจะดีที่สุด เพื่ออุณหภูมิภายในโรงเรือน
จะมีความสม่ำเสมอเท่ากันมากที่สุดค่ะด้านอื่นๆของโรงเรือน
จะต้องปิดหมดนะคะ ไม่ควรจะมีช่องรูตรงไหน
เพื่อที่พัดลมดูดอากาศจะดูดอากาศเข้ามาในโรงเรือนโดยผ่านแค่
เฉพาะแผ่นคูลลิ่งเท่านั้นค่ะ เพราะถ้ามีรูหรือช่องตรงอื่น
อากาศร้อนที่ไม่ผ่านน้ำ จะเข้ามาตรงช่องนั้น
ทำให้อากาศในโรงเรือนไม่เป็นไปตามที่เราต้องการค่ะ
แหล่งข้อมูลความรู้
- greenhouse ortho books Planning installing & using greenhouse
- คุณกิตติพันธุ์ แสงประดับ
จากนี้เป็นรูปการก่อสร้างและการติดตั้งระบบต่างๆ ที่ทางเราจะนำมาให้ชมกันเป็นระยะๆค่ะ
โครงสร้างทำด้วยเหล็ก
