|
Platycerium madagascariense |
|
|
|
Platycerium species
|
|
Platycerium madagascariense เป็นสายพันธุ์ที่พบเจอที่ประเทศมาดากาสก้า เป็นสายพันธุ์ที่ค่อนข้างหายาก ลักษณะใบกาบเป็นร่องลึกใกล้เคียงกับ P.redleyi แต่ต่างที่ P.redleyi ไม่มีลักษณะเป็นร่องแอ่งลึกที่ล้อมรอบด้วยสันนูนเหมือน P.madagascariense ดังนั้นทั้งสองสายพันธุ์นี้จึงไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกันอย่างสิ้นเชิง  
ใบกาบใหม่ของ P.madagascarienseมีสีเขียวอ่อนแล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มเมื่ออายุมากขึ้น การเกิดสปอร์เกิดที่ตรงใบชายทั้งอสองข้าง การปลูกเลี้ยง เป็นชายผ้าที่ต้องการความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงมากกว่า50% ดังนั้นวัสดุที่ใช้ปลูกต้องสามารถเก็บความชื้นได้สม่ำเสมอ จึงแนะนำสแฟกนั่มมอสเป็นวัสดุปลูกที่เหมาะสม และเป็นชายผ้าที่แมลงชอบมาก ดังนั้นการปลูกเลี้ยงจึงต้องป้องกันแมลงให้ดี
การกระจายพันธุ์ พบที่มาดากาสก้าทางตอนกลางของประเทศในเขตป่าฝนที่ระดับความสูง 975-2075 ฟุต 









 |
|
|
Platycerium holtummi |
|
|
|
Platycerium species
|
|
Platycerium holtummi โดยในปี 1970 P.holttumii ได้ถูกค้นพบว่าเป็นspeciesใหม่โดยตั้งชื่อให้เป็นเกียรติแก่ Dr. R.E. Holttum P.holttumii มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับ P.grande และ P.superbum และ P.wandae ซึ่งความแตกต่างนั้น มันแตกต่างจาก P.grande และ P.superbum ตรงที่ใบชายที่มี 2 พู(lobe) โดยมีข้างหนึ่งเล็กกว่า(ด้านที่อยุ่นอกสุด)และยกตัวตั้งขึ้น ส่วนอีกข้างหนึ่งใหญ่กว่าและห้อยจากสูงลงต่ำ โดยทั้งสองlobe นั้นมีอับสปอร์ด้วยทั้งสองข้าง และแตกต่างจาก P.wandae ตรงที่ใบกาบใหม่ของP.wandae จะมีลักษณะหยิกเป็นฝอยฟูๆตรงบริเวณรอบๆตาbud แต่ในใบที่แก่จะดูได้ยากเนื่องจากตรงจุกฝอยของ .wandaeจะไหม้เหี่ยวตายลงไป จึงทำให้ P.wandae ในต้นที่มีใบกาบที่แก่เต็มที่จะดูเหมือนกันกับ P.holttumii ดังนั้นจึงต้องสังเกตใบกาบใหม่เป็นสำคัญ การปลูกเลี้ยง P.holttumii นั้นไม่ยากถ้าเรารู้สภาพการเกิดของมัน โดยบริเวณที่เกิดนั้นพบได้ทางภาคเหนือและอีสานของไทย ในสภาพป่าเบญจพรรณ และทางลาว เขมร เวียดนาม ดังนั้นจึงต้องการแสงที่ค่อนข้างมากและไม่สามารถทนต่อสภาพได้รับน้ำที่มากได้นัก การให้น้ำที่มากเกินไปทำให้เน่าได้ 
P. holttumii 'Padwee' form OR P. holttumii speacial form 


 |
|
|
Platycerium hillii |
|
|
|
Platycerium species
|
|
Platycerium hillii สายพันธุ์นี้มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับ P.bifurcatum แต่ลักษณะของP.hillii จะมีใบชายที่กว้างกว่าและมีสีเขียวเข้มกว่า มีขนเล้กน้อย ลักษณะใบกาบกลมเรียบและไม่มีรอยหยักลอน และนาบแนบไปกับเครื่องปลูก ซึ่งตากต่างไปจากP.bifurcatum การปลูกเลี้ยงก็เหมือนกันกับ P.bifurcatum แต่ว่าต้องการแสงที่น้อยกว่า เนื่องจากใบมีสีเข้มทำให้ดูดซับแสงได้มากกว่า ใบจึงมีโอกาสไหม้ได้ง่ายกว่า การปลูกเลี้ยง P.hillii ที่สวยงามแนะนำให้ปลูกลงกระถางในแนวตั้งฉากกับพื้นดินจะสวยงามกว่าการปลูกแบบเกาะแขวนติดผนัง เนื่องจากลักษณะของใบชายที่ตั้งขึ้นจึงไม่เหมาะกับการปลูกอย่างหลัง ทำให้ลำบากต่อการรดน้ำด้วย การกระจายพันธุ์ พบได้ที่ทางตอนเหนือของออสเตรเลียและบางส่วนที่เกาะนิวกีนี ที่คาดว่าเกิดจากนำเอาไปปลูกของคนมากกว่าการเกิดในธรรมชาติ 



|
|
|
Platycerium grande |
|
|
|
Platycerium species
|
|
Platycerium grande ในปี1970 คุณJoncheere และ Hennipman ได้ทำการแยกP.grande ออกจาก P.superbum ซึงตอนแรกของการแยกนั้นเพียงแค่ P.grande นั้นถูกพบที่ประเทศฟิลิปปินส์ ส่วนP.superbumถุกค้นพบที่ประเทศออสเตรเลีย แต่โดยลักษณะของใบชายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนนั้น แยกP.grande ออกจากP.superbumได้ชัดเจนกว่า ซึ่งใบชายของP.grande จะแยกออกเป็นสองlobeเท่าๆกัน ซึ่งแต่ละข้างจะมีแผ่นสปอร์อยู่ที่ใบชายแต่ละข้างด้วย ( ซึ่งใบชายของP.superbum จะไม่แบ่งออกเป็นสองข้าง) รูปวาดเปรียบเทียบระหว่าง P.grande และ P.superbum โดยดูที่ลักษณะของใบชายทางด้านซ้ายของต้น 
P.grandeเป็นไม้ท้องถิ่นของฟิลิปปินส์ พบเจอได้ตามต้นมะพร้าวแถบชายฝั่งน้ำทะเลจนถึงระดับความสูง 1600 ฟุตในป่าทึบ ซึ่งในขณะนี้ป่าในฟิลิปปินส์ได้ถูกแผ้วถางทำพื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัยมากขึ้นจนไม่สามารถกลับคืนสภาพเดิมได้ ในสภาพการปลูกเลี้ยงในประเทศไทยเรานั้นเป็นเฟินชายผ้าที่เลี้ยงค่อนข้างง่าย แต่ไม่ชอบสภาพน้ำที่มากเกินไป ซึ่งทำให้เกิดการเน่าได้ เป็นชายผ้าที่ขยายพันธุ์โดยการเพาะสปอร์เท่านั้น 







|
|
|
Platycerium elephantotis |
|
|
|
Platycerium species
|
|
Platycerium elephantotis ลักษณะเด่นของสายพันธุ์นี้คือมีลักษณะใบกาบที่ใหญ่ ซึ่งบางครั้งถูกเรียกว่าเฟินหัวผักกาด ลักษณะใบชายที่ยาวกว้างใหญ่และไม่มีรอยบากหรือแยกออกเป็นนิ้วมือ ซึ่งลักษณะของใบชายที่ใหญ่นี้จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเฟินหูช้าง การเจริญเติบโตของสายพันธุ์นี้ในสภาพธรรมชาติจะเป็นไปตามช่วงฤดูกาล ถ้าเป็นการเจริญเติบโตในแหล่งธรรมชาติคือ ในช่วงหน้าร้อนจะเกิดใบกาบใหม่หลังจากนั้นใบชายก็จะเกิดตามออกมาและใบกาบจะตายลงในช่วงหน้าหนาว แต่ในสภาพการปลูกเลี้ยงในประเทศไทย เป็นเฟินที่มีการเจริญเติบโตตลอดปีถ้ามีการรดน้ำอย่างสม่ำเสมอ และเป็นชายผ้าที่ชอบเครื่องปลูกใหม่เสมอ ดังนั้นควรเปลี่ยนเครื่องปลูกทุก1-2ปีไม่เกินนี้ การกระจายพันธุ์ของเฟินชนิดนี้ เริ่มจากทางชายฝั่งทะเลในแอฟริกากลางที่ระดับ650-5000ฟุตในประเทศอูกันดา สภาพแวดล้อมที่พบเจอเฟินชนิดนี้ค่อนข้างแห้งแล้งกว่าบริเวณที่พบเขอP.stemaria ถึงแม้บริเวณการค้นพบสองสายพันธุ์นี้จะทับซ้อนกันก็ตาม การปลูกเลี้ยงP.elephantotisค่อนข้างยากสำหรับมือใหม่ เพราะสายพันธุ์นี้เกิดในที่ที่มีแสงมาก ในเขตร้อนอุณหภูมิสูงและแห้งแล้ง ซึ่งเฟินชนิดนี้มักจะเหี่ยวได้ง่ายเมื่ออากาศร้อนแต่มันก็จะฟื้นตัวได้ง่ายเช่นกัน แต่ถ้าปลูกเลี้ยงในสภาพที่เปียกชื้นและแสงน้อยก็จะทำให้เน่าได้ง่าย และสภาพอากาศที่เย็นก็จะมีผลกระทบกับไม้ตัวนี้เช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามแนะนำให้ปลูกเลี้ยงในสภาพแสงที่มากและอากาศร้อนหน่อยก็ป้องกันการเน่าได้ดีและแตกpupใหม่ออกมาอย่างสมบูรณ์ มีรายงานเอาไว้ว่าP.elephantotis มี4ฟอร์มด้วยกัน ซึ่งแตกต่างกันที่ความกว้าง ยาว ของใบชายและจำนวนความหนาแน่นและสีของขน 





ส่วนต้นนี้เป็นฟอร์มที่ใบชายยาวลงมาแล้วมาบานย้วยออกที่ชายด้านล่างค่ะ สวยงามมากค่ะ 
|
|
|
|
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 ถัดไป > สุดท้าย >>
|
| ผลลัพธ์ 10 - 18 จาก 41 |